Mint..

2011/04/04

 

 

ประมาณ 7 ปีที่แล้ว

7 ปีและย้อนกลับไปอีกประมาณ หนึ่ง ถึง สองอาทิตย์ที่แล้วได้..

เราเคยยิ้มให้ใครคนนึง เสี้ยวเวลานึง ทักกันไม่กี่คำ

โบกมือร่ำลา แล้วเราก็จากกันไป

..

.

.

จากกันแบบที่ไม่มีวันจะได้พบกันอีก

.

.

..

.

.

ถ้าลองย้อนนึกดู..

สมมติว่าในวันนั้น

วันที่ 7 ปีก่อน กับอีกประมาณ หนึ่งถึงสองสัปดาห์

เราอาจจะตะหงิดใจได้ว่า

นั่นคือครั้งสุดท้าย..

 ครั้งสุดท้ายที่เราจะมีโอกาสได้ส่งยิ้มให้

 เราจะทำยังไงนะ?

.

.

เราอาจจะแค่ยิ้มกว้างขึ้น  หรือบางทีอาจจะยิ้มไม่ออก

เราจะพูดว่าอะไร หรือ เราอาจรู้สึกเหมือนมีอะไรตื้นอยู่ที่คอจนพูดไม่ออกหรือเปล่า

.

.

ถ้าเกิดมีเวลาให้ร่ำลา เราจะใช้ถ้อยคำแบบไหนถึงจะเพียงพอ

 และเวลาที่ว่า มันจะมีให้เรามากขนาดไหนถึงจะพอใจ

.

.

และหากว่าเราร้องไห้ เราคงกลัวว่าเค้าจะไม่สบายใจ

อยากรั้งเค้าไว้แค่ไหน ความเป็นไปได้ก็เท่ากับศูนย์

.

.

บางที..การที่เราไม่รู้อะไรเลย

แม้จะเป็นการจากกันที่ง่ายและฉาบฉวยจนบางครั้งต้องกลับมานั่งนึกเสียดาย

แต่ความเป็นจริงก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

และสิ่งที่ต้องยอมรับคือ

ทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้นและเป็นอดีต

.

.

.

 

‘มิ้นท์’ จากไปแล้ว 7 ปีถ้วน

น่าตกใจนะ..

มันนานได้ขนาดนี้

แต่เหมือนทุกความทรงจำในวันนั้น

มันยังเล่นซ้ำในหัวอยู่เสมอเวลาที่หวนนึกถึง

.

.

ทุกคนยังจำชัด..

รอยยิ้ม..ที่ไม่เคยจางหาย

ไม่มีใครรู้ว่า ข้างใน ‘มิ้นท์’ อาจจะกำลังฝืน

.

.

เหมือนนางเอกเกาหลีเลยนะ’มิ้นท์’

จากไปด้วยโรคสุดฮิต

:]

เสียแต่ว่า..

ใครๆก็ร่ำลาไม่ทัน

ไม่รู้ว่า ‘มิ้นท์’ จะรีบไปไหนเนอะ

ถ้าเจอหน้าอยากจะถามอย่างหัวเสีย

.

.

เสียแต่ว่า..มันเป็นไปไม่ได้

.

.

.

แรกๆ ที่มิ้นท์จากไป

ทุกคนเอาแต่นั่งนึกถึงเหตุการณ์ที่่เป็นอดีต

น่าแปลกนะ..

แม้อดีตจะเลือนลาง

แต่รอยยิ้มของ ‘มิ้นท์’ ก็ยังแจ่มชัด

.

.

.

ช่วงนั้น..

เค้าจำได้ว่าไล่กดเบอร์ที่ ‘มิ้นท์’ โทรเข้า หรือแม้แต่ข้อความที่เคยส่ง

เค้ากดลบเบอร์คนอื่นๆออก เพื่อไม่ให้ชื่อมิ้นท์มันหายไปจากลิสต์

.

.

เป็นการกระทำที่เหมือนหลอกตัวเองไปวันๆว่า ‘มิ้นท์’ ยังอยู่

แต่เราก็เต็มใจที่จะทำแบบนั้น เรา..หมายถึงพวกเราไงมิ้นท์ :]

แล้ว..ก็ไม่รู้เมื่อไหร่กัน ที่ชื่อ มิ้นท์ หายไป..

.

.

ไม่ได้เสียดายหรอกนะ

มันเป็นเรื่องของกาลเวลา :]

(แต่ที่น่าแปลกกว่านั้นก็คือ ปุ๊ก ยังเก็บเมสเซสของเธอไว้ จนกระทั่งวันนี้

เจ็ดปีผ่านไปละนะ มิ้นท์ยังทิ้งข้อความบอกมันเสมอว่า ‘สัญญา’

ซึ่งมันเองยังคิดไม่ออกว่าตอนนั้นพูดอะไรไว้..) :D

.

.

.

นานแล้วนะ..

เค้าไม่ได้ไปเยี่ยม..

ครั้งสุดท้าย จำได้ว่า พวกเรา หอบกุหลาบสีแดงหลาบสิบดอก

ก็ไม่รู้ว่าทำไมนะ..ถึงได้ซื้อกุหลาบซะขนาดนั้น

วาเลนไทน์ก็ไม่ใช่ แล้วทำไมต้องกุหลาบ?

แต่เราก็พากันดันด้นหอบดอกไม้ช่อโตนั่นไปให้มิ้นท์ถึงที่..

ตลกดีเนอะ.. :]

.

.

.

 

แต่ก็นั่นแหละ..กาลเวลามักพาให้หลายสิ่งเปลี่ยนไป

.

.

เวลารักษา..และเยียวยา..

.

.

ช่วงนึง..

เค้าเคยแหงนหน้ามองฟ้าบ่อยๆ

แล้วทุกครั้งที่มอง เค้าก็จะคิดถึงมิ้นท์ (อย่างไม่มีเหตุผล)

ช่วงนี้เค้าแหงนมองมันน้อยลง แต่เวลาที่เผลอจ้องนานๆ เค้าก็ยังคิดถึงมิ้นท์นะ :]

.

.

.

มิ้นท์..

วันนี้ทุกคนพร้อมใจทิ้งข้อความระลึกถึงมิ้นท์นะ

ทุกคนจำได้..

มันเป็นวันที่หวนให้นึกถึงวันที่เจ็บปวด แต่ทุกคนยอมรับได้แล้ว

มันผ่านมาเจ็ดปีแล้วนี่..

เราไม่ได้เศร้าอีกต่อไปแล้วนะ :]

แต่เรามักจะถอนหายใจ และ คิดถึง..

ซึ่งนั่นก็คือ ความรู้สึกที่ทรมานอย่างหนึ่ง

เพราะว่าเราไม่สามารถโทรหาหรืออะไรก็ตามแต่ถึงมิ้นท์ได้

.

.

หวังว่ามิ้นท์คงรู้

.

.

.

.

เจ็ดปีผ่านไป และต่อจากนี้ถึงอนาคต

พวกเรายังเหมือนเดิมนะ..

ยังคิดถึง ‘มิ้นท์’ เหมือนเดิม

 

:’)

 

Reflection..

2011/03/22

 

เคยถามตัวเองอยู่บ่อยๆ..

ว่าเรารู้จัก ‘งานออกแบบ’ ดีมากแค่ไหน

ว่ากันว่า ‘ศิลปะ’ มักไม่ตายตัว..

และ,บ่อยครั้ง..เราเสพงานออกแบบอย่างไม่เข้าใจ

.

.

.

เราจมอยู่กับงานออกแบบ สี่ปี เต็ม

 ’เคย’ ออกแบบ แบบที่อยากออกแบบ

ออกแบบอย่างไม่พอใจ

ออกแบบอย่างจำใจ

ออกแบบด้วยความพอใจ

ออกแบบ..แบบที่อาจารย์อยากให้เป็น

ออกแบบ..ไม่ทัน (อยู่บ่อยๆ)

.

.

เคยจับสองบีแรเงา

มือเลอะสีโปสเตอร์

จับเม้าส์สร้างกริด

สกรีนผ้า ทำไทโป ออกแบบโลโก้

ปั้นฟิกเกอร์ ตัดกระดาษมือเจ็บ ทำแพคเกตห่วยแตก

ต่่างๆ นาๆ สารพัด..

รู้สึกสมองตัวเอง..เหมือนอะไรบางอย่างที่ถูดยัดแล้วยัดอีก

จับนู่นผสมนี่ใส่ลงไป..

..พยายามทบทวนและเรียบเรียง..

ในท้ายที่สุด..

ข้อมูลมากมายที่ผ่านมา

มันอาจจะถูกจัดเรียงเป็นหน้าไทโป วางกริดสวยๆ อยู่ในสมองก็ได้

ฮ่าๆ

.

.

ความจำเจซ้ำซากสี่ปี..บางทีก็สอนให้เราจินตนาการอะไรได้แบบนั้น :]

.

.

อาจารย์ที่สอนไทโปคนนึงเคยว่าไว้

ถาจบไปแล้วไม่ได้เป็นนักออกแบบ

แต่แค่ได้เป็นแม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยว

ร้านก๋วยเตี๋ยวของเราก็คงสวยอย่างมีดีไซด์

.

..

.

สีปี่นี่..คิดไปก็พริบตาเดียวนะ..

.

.

.

.

จำได้ว่าครั้งหนึ่ง..เคยเขียนบล๊อกว่าไปดูงานทีสิทรุ่นพี่

เราบอกว่า..เราอยากทำทีสิทให้ได้ดี ไม่ให้คนเดินผ่านแล้วแค่เหลือบมอง

เหมือนกับที่เราเคยเหลือบมองงานคนอื่น..แล้วผ่านไป

.

.

.

.

เราส่องกระจก..

เราเห็นตัวเอง..

.

.

Reflection คือคอนเซปของงานทีสิทครั้งที่ 19

.

.

.

.

(ลงงานทั้งหมดไม่ไหว ฮ่าๆ)

รู้สึกทึ่ง ตอนที่เห็นงานเป็นร้อยเรียงรายพร้อมเพรียง

เรามองเห็นความเหน็ดเหนื่อยผ่านตัวงานแต่ละคนนะ

มันถูกออกแบบ ผ่าน ความลำบาก และ อุปสรรค

55

เคยตื่นเต้นและเครียดเป็นบ้า ตอนที่อยู่หน้าห้องพรีเซนแต่ละครั้ง

แต่ในขณะที่งานของเราตั้งโชว์อยู่ตรงหน้า กลางห้างสรรพสินค้าชื่อดัง..

อดีตเหล่านั้น..เป็นเรื่องที่เราผ่านมาจนได้

.

.

มาพูดถึงงานตัวเองดีกว่า..

.

.

“what should you play”

แปลตรงตัว ก็จะหมายถึงว่า อะไรคือสิ่งที่คุณควรเล่น

ไม่ใส่ ? เครื่องหมายนี้ เพราะต้องการจะสื่อว่า

นี่แหละ..คือสิ่งที่ควรเล่น

.

.

.

.

ถ้าย้อนกลับไป ตอนเสนอโครงการ

เกมส์ คือสื่อสุดท้าย หรือ จริงๆแล้ว ไม่มีอยู่ในหัวเลยด้วยซ้ำไป

คิดไปก็น่าเสียดายอยู่..

เพราะว่าอยากทำหนังสือภาพประกอบ มาก..

.

.

แต่มันลงท้ายที่เกมส์ได้อย่างไร..

คงอยู่ที่ประเด็นที่คุยกับอาจารย์แล้วอยากให้งานออกแบบของเราสื่อสารและแก้ไขปัญหาได้จริงๆ

.

.

ถึงไม่ได้ทำภาพประกอบแต่แรก

แต่เราก็ยังได้วาดภาพประกอบเป็นร้อยลงเกมส์ชุดนี้ ฮ่าๆ

มันก็ยังเป็น งาน ในงานออกแบบที่เราพอใจนะ

..

.

.

คอนเซปของงานเริ่มแรก..มันมาจากแค่ปัญหาของเด็ก

แตกประเด็นมาจากแบบอย่างที่ไม่ดีของพ่อแม่

และ..สุดท้าย..อะไรคือปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของเด็กในสังคมไทยในปัจจุบัน

แล้วคำตอบก็คือ..เกมส์ออนไลน์

.

.

.

.

เคยคิดไม่ตก ว่าจะจบงานออกมายังไง รูปแบบไหน

เคยผ่านจุดที่เครียดถึงที่สุด..และเป็นอยู่บ่อยๆ ตลอด สี่ เดือน

.

.

จะทำเกมส์ให้เด็กเลิกเกมส์ ?

.

.

 

แบบที่เราทำ..

.

.

.

.

เราไม่รู้ว่า หากเด็กสักคน หลงเล่นเกมส์ที่ถูกออกแบบผ่านความเครียดและปัญหามาตลอดสี่เดือน เล่นดู

เด็กจะสามารถทำความเข้าใจกับมัน หรือแม้แต่รู้สึกสักเสี้ยวที่อยากจะสื่อสารออกไปของมันได้ม้ั้ย?

อันนั้นเราไม่รู้..บอกตามตรงว่า..เราอิ่มกับมันเกินกว่าจะยกเกมส์เดินไปให้เด็กสักคนลองเล่น

ฮ่าๆ

.

.

 

ถ้าพูดถึงสักเสี้ยว..เราก็มั่นใจอยู่นะว่าสักเสี้ยวนึง เด็กจะรู้สึก..

แล้วนั่นก็เพียงพอแล้ว..

.

.

 

.

.

 

เรารู้สึกว่า งานชิ้นนี้..

มีแต่คำว่าเหนื่อยมากจนเกินไป

ฮ่าๆ

มันเหนื่อยและเหนื่อย

แต่มันก็เสร็จและพอใจ

สุดท้าย มันก็ทำให้เราจบได้ล่ะนะ

:D

.

.

.

งานออกแบบชิ้นนี้..สะท้อนตัวเรา

แต่มันไม่ใช่ทั้งหมด :]

.

.

เราส่องกระจก..

สะท้อนตัวเราในวันหนึ่ง

และอีกวันหนึ่งข้างหน้า

เราจะเปลี่ยนไป

ในแบบที่ดีขึ้น..

 .

.

japan..

2011/03/16

 

 

.

.

ในขณะที่เรากำลังย่ำเท้าอยูบนพื้นกระเบื้องแสนแพงอากาศเย็นฉ่ำ..

แต่ใครบางคนกำลังเดินอยู่บนซากปรักหักพังไร้ชีวิต..

สิ่งที่เคยดีที่สุด กลับเลวร้ายที่สุด..

เราถอนหายใจ เราใจหาย..

ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถยื่นมือช่วยเหลือ

แต่ใครบางคนกำลังช่วย..

.

.

ว่ากันว่า..พระอาทิตย์ร้อนฉ่า

มักมาหลังฟ้าฝนกระหน่ำ..

.

.

.

be strong  japan..

:]

 

 

 

Chiang Mai Trip EP2

2011/01/06

.

.

วันที่สาม เราเก็บกระเป๋า เตรียมขึ้นดอยเต็มที่

สะเมิง.. คือสถานที่ที่เรากำลังจะไป

ไม่มีใครเคยไป ไม่มีใครรู้ว่าที่นั่นเป็นยังไง

เราแค่เพิ่งรู้จักมันผ่านหน้าเว็บและรีวิวไม่กี่หน้า

เราจัดการโอนเงินจอง..และตั้งใจ

 .

.

ใจเสียเล็กน้อยเมื่อได้ยินว่า..

ที่นั่นเข้าถึงยาก ไม่มีใครเค้าไป

ไม่มีอะไรให้เที่ยว ขึ้นเขาเลี้ยวโค้งหักศอก

บ้านนอก ไม่มีสัญญาณ

หรือว่า..เราจะโดนหลอก!

 .

.

แต่..ก็ไม่มีใครรู้ ในเมื่อ ยังไม่มีใครเคยไป

แม้แต่พี่รถตู้ก็เถอะนะ

 .

.

ดังนั้น..เราทุกคนก็ต้องลุ้นไปพร้อมกัน

ว่าถึงที่ตรงนั้น..จะเป็นยังไง

.

.

.

..

.

.

..

เราแวะซื้อเสบียงกันเต็มที่

เหล้าเบียร์พร้อมสรรพ น้ำดื่มน้ำกิน

ยังกับว่า เราจะไปลำบากอะไรที่ไหนนักหนา 55

 .

.

แต่ที่รู้ๆ หลายๆคน โทรสั่งเสียกับที่บ้าน

ว่าเราจะขาดช่วงการติดต่อถึงกันสองวัน

เรา..จะถูกตัดการสื่อสาร อย่างปฎิเสธไม่ได้ :]

 .

.

.

และ..ไม่มีใครจะเดือดร้อน

เราเต็มใจ..

 .

.

.

โค้งหักศอกที่เขาว่า

ไม่ได้โกหกกันมาแม้แต่น้อย

มันหักแล้วหักอีก หักซ้ำหักซาก

พาคนเมารถกันหลายต่อหลายราย

ทำคนบางคนอ้วก เออ..สมน้ำหน้า 555

 .

.

แวะพักอาการเมามาย(รถ)ทั้งหลายที่ไร่สตอเบอรี่ขนาดย่อม

แวะกินกาแฟ ซื้อไวท์ กินส้มตำ เอาแรงกันเดินทางต่อ

 .

.

ไม่รู้จะบรรยายยังไงให้เห็นภาพถึงความลำบากในการหารีสอร์ทที่ชื่อ แสงอรุณคอทเทจ

รีสอร์ทกลางหุบเขา ที่เราไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน

ขับรถขึ้นเขาจนสงสารรถ ถามทางคนนู้นคนนี้ข้างทาง เขาชันเป็นเนิน

ต่างคนต่างคิด..เราอยู่ที่ไหนวะเนี่ยยย

 .

.

มันมีแต่ป่ากับเขาจริงๆ

 .

.

.

.

ในที่สุด..

ด้วยความลำบาก

เราใช้เวลาหลาย ชม แต่มาถึงทางเข้าที่มีป้ายเล็กๆเขียนไว้ว่า

Sangaroon Cottage เป็นภาษาอังกฤษไว้จนได้

หากไม่สังเกตดีๆคงมองไม่เห็น..

 .

.

เรายิ้ม..เมื่อเรามาถึง..

.

.

.

.

มีแต่ป่าและเขากับลมหนาวๆ

วิวจากที่สูง มองไปเห็นแต่ภูเขากับต้นไม้สีเขียว

เมฆสีฟ้าและความรู้สึกที่กำลังดีขึ้นเรื่อยๆ

 .

.

.

.

ไม่มีพนักงานมากมาย ไม่มีบริกรผู้หญิง ไม่มีเคาเตอร์รับแขกหรูหรา

พนักงานคอยยกกระเป๋า โซฟานุ่มนิ่ม ยูนิฟอร์มเครื่องแบบสวยๆ

ไม่มีพิธีรีตอง ไม่มีอะไรเลยเหมือนสิ่งที่รีสอร์ทในเมืองพึงมี

ที่นี่มีแต่..ลุงเจ้าของ และลูกชายที่ลงมาต้อนรับด้วยความอบอุ่น

มันเหมือนกับว่า..เราถูกเชื้อเชิญมาบ้านของใครสักคน :)

.

.

อีกครั้ง..เราไม่รู้จะบรรยายถึงความเป็นแสงอรุณที่นี่ยังไง

มันเป็นธรรมชาติที่โคตรธรรมชาติ

มันไม่ใช่รีสอร์ทที่สบายหรูหรา ที่มีคนมาคอยบริการเลยสักนิด

 .

.

คิดดูสิ..ขนาดปูที่นอน พี่ลูกเจ้าของ ก็ต้องมาปูด้วยตัวเอง

 .

.

เราเช่าบ้านไว้สองหลัง และเต็นท์สามหลัง

 .

.

บ้านไม้ที่มองดูน่ากลัวนิดๆ แต่น่าอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ

โดยที่ไม่สะกิดใจสักนิดว่ามันเป็นบ้านที่นอนแล้วหนาววววววววววววววมาก

ไร้ซึ่งความอบอุ่นใดๆทั้งปวง 55

 .

.

.

.

เรารีบอาบน้ำ ด้วยอุณหภูมิที่ลดลงทุกขณะ แม้เวลาจะเพียงแค่สี่ห้าโมงเย็นเท่านั้น

น้ำที่อาบก็ปราศจากเครื่องทำน้ำอุ่นแต่อย่างใด

ฉะนั้น..เราเลยอาบกันตัวชาๆ แต่รู้สึกดีชะมัด ^^

 .

.

.

.

อุณหภูมิประมาณ 10 องศาในเวลาเย็น

เรานั่งล้อมโต๊ะใหญ่กลางชานรีสอร์ท ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร

แต่จุดนั้นเป็นศูนย์รวมที่ประกอบไปด้วยเคาเตอร์บาร์ ชั้นหนังสือเล็กๆ โต๊ะกินข้าว และบรรยากาศดีๆกลางหุบเขา

.

.

 .

.

อาหารถูกเสิร์ฟเรื่อยๆด้วยฝีมือทำอาหารของลุงเจ้าของ

อืม..เห็นมั้ยว่าแม้แต่กุ๊กก็ยังไม่มี

อาหารฝีมือลุงอร่อยทุกอย่าง

ยกเว้นบาบีคิวที่เราต้องมาปิ้งย่างกันเอง 55

สุกบ้างไม่สุกบ้าง แต่ อร่อยในความรู้สึก :D

 .

.

 .

.

หลังจากทานกันอิ่มหนำ เราล้อมวงกันอีกครั้ง

แต่มันเต็มไปด้วยขวดน้ำมึนเมาแทนกับข้าวกับปลา.. 55

ต้องบอกว่ามันเป็นค่ำคืนที่มีแต่เสียงหัวเราะจริงๆ

เราเริ่มต้นกิจกรรมกันด้วยการเล่นไพ่ตอแหลหลายต่อหลายตาจนเบื่อ

หาเกมส์นู่นนี่เล่นสนุกสนาน แม้แต่ตอนที่คิดอะไรไม่ออก เราก็เลือกที่จะหยิบขวดเปล่ามาหมุนหาคนโดนดื่มให้มึนเมา

จนสุดท้าย..เราจบด้วยการเล่นเกมส์ต่อคำ

 .

.

ดูเหมือนจะเป็นเกมส์คลาสสิคของพวกเราซะแล้วหากจะหาอะไรทำฆ่าเวลาหรือหาเรื่องฮาๆมาต่อว่ากัน

เกมส์นี้..แม้แต่คนที่ไม่คิดจะดื่มอย่างแคน..

ก็ยังต้อมยอม 5555555

 .

.

มันจะมีโอกาสแบบนี้อีกที่ไหนล่ะ ใช่มั้ย?

 .

.

รู้สึกยังไงกันบ้าง ตอนที่ควันพวยพุ่งออกจากปากโดยที่เราไม่รู้ตัว

มันเป็นควันสีขาวจากอากาศหนาวๆที่ไม่ใช่ควันนิโคตินจากบุหรี่ที่ใครหลายคนถืออยู่

สิ่งที่เหมือนกัน..แต่มันรู้สึกต่างกันมากใช่มั้ย :)

 .

.

ยิ่งดึกลงเรื่อยๆ ดูเหมือนเราจะยิ่งห่อหุ้มลำคอด้วยผ้าหนาๆ

หยิบถุงมือมาใส่ ห่อตัวให้เล็ก กระชับเสื้อให้กระชับ หวังว่ามันจะช่วยให้อุ่นได้

มันหนาวแต่อบอุ่น

 .

.

.

นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้เงยหน้ามองฟ้าแล้วเห็นดาวนับร้อยนับพัน

นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้ชี้นิ้วขึ้นฟ้าแล้วร้องบอกกันว่า นั่นดาวลูกไก่ นั่นดาวไถ ดาวหมีใหญ่ ต่างๆนาๆ ดาวนับร้อยที่เราไม่รู้แม้แต่ชื่อ

บางทีมันอาจไม่สำคัญว่าดาวที่เรามองผ่านมันจะมีชื่อว่าอะไร หรือใครเป็นคนตั้ง ดาวก็คือดาวนั่นแหละ มันสวยเวลาที่มันอยู่ด้วยกันเยอะๆ ตามแบบของมัน

แทบไม่อยากละสายตามาจากฟ้าที่ไม่ได้มืด แต่มันระยิบเหมือนใครสักคนเซ่อซ่าทำกากเพชรกระจายอยู่บนนั้น

เรากลับมาตั้งคำถามในใจอีกครั้ง..

นานแค่ไหน หรือ บางทีอาจจะไม่เคยเลยก็ได้

ที่ได้เห็นดาวนับไม่ถ้วนอยู่บนนั้น

มัน..สวยมาก :)

 .

.

.

และ..

 .

.

.

สะเมิง..หนาวโคตร

 .

.

.

เราเข้านอนกันตอนเที่ยงคืนได้

ใส่เสื้อกันหนาวสามชั้น ใส่กางเกงยีนต์นอน สวมพันผ้าคอหนาๆ ใส่ถุงเท้าแน่นๆ

ห่มผ้า 1 ผืน ที่ไม่ได้หนาอะไรมากมาย ออกจะบอบบางด้วยซ้ำไป บนบ้านไม้ ที่ลมหนาวสามรถรอดเข้ามาได้สะดวก

อืม..

เราตื่นทั้งคืน เพราะว่ามันหนาวเกินจะข่มตาหลับได้

 .

.

ตื่นมาตอนเช้าตรู่ เสียดายไม่ทันเห็นพระอาทิตย์ขึ้น เพราะมาหลับได้ตอนใกล้สว่าง

เปลี่ยนเสื้อผ้ากันเฉยๆ อย่าได้หวังว่าใครจะมีหน้าไหนกล้าอาบน้ำท่ามกลางอากาศที่ยืนยังขาสั่นเช่นนี้

ล้างหน้าแปรงฟันยังชาปากสั่นเลย ให้ตายเถอะค่ะ!..

แต่ถึงอย่างนั้น..เราก็มีแผนขึ้นไปอาบน้ำแร่กันอยู่แล้ว

 .

.

เรานั่งรถตู้กันตามเส้นทางหมู่บ้าน

แวะชมหมูหมากาไก่ที่อุทยานกันนิดหน่อย จนได้มาเจอแหล่งน้ำแร่จนได้

จ่ายเงินกันเล็กน้อย เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดน่ารัก เข้าห้องอาบน้ำแร่ มีบ่อเล็กๆพอให้ลงได้สามสี่คน

จากอากาศหนาวๆบนเขา เราลงมาแช่น้ำร้อนๆในบ่อ

ช่างเป็นการเปลี่ยนอุณหภูมิในร่างกายฉับพลันจนน่าใจหาย

และนั่นมันทำให้เราเวียนหัวทันทีที่เหยียดตัวขึ้นมาจากบ่อ..

ร่างกายรู้สึกดี แต่หัวหมุนไม่เป็นท่า

นั่งพักกันนิดหน่อย ก็เข้าไปอบสมุนไพรกันต่อ

สมุนไพรก็สมุนไพรอะนะ หายใจเข้าก็สมุนไพร หายใจออกก็สมุนไพร

หาอากาศหายใจธรรมดาไม่เจอ จนต้องยอมแพ้ออกมาอาบน้ำจนได้

555 ไม่คุ้มเท่าไหร่ แต่โอเค สำหรับครั้งแรกในทุกอย่าง

 .

.

.

.

จากนั้นทานข้าวกันอย่างกระหาย เพราะสูญเสียพลังงานไปกับน้ำร้อนๆนั้นมากโข

แล้วเราก็..กลับรีสอร์ท

.

.

.

เย็นนี้ เรามีเวลาอยู่ในรีสอร์ทแบบชิวๆ เดินเล่นกันได้ไม่ต้องห่วงเวลา

หลายคนใช้เวลาช่วงนั้นนอนเอาแรง

แต่หลายคนเลือกจะนั่งทานน้ำแข็งใสที่คุณลุงทำให้ในอากาศเย็นๆแทน

และได้มีโอกาสปรึกษาเรื่องเรียนต่อกับพี่ลูกเจ้าของพอมีความรู้

 .

.

ตอนห้าโมงเย็นบนป่าเขา เหมือนซักทุ่มนึงได้ในเมือง

 .

.

เมื่อไม่มีอะไรทำ เลยเลือกจับกีต้ามานั่งร้องเพลงกันซะเลย เพื่อรอเวลาทานข้าว

ไม่ได้จับกีต้ามานานแค่ไหนแล้วนะชักลืม 555          

กลับมาเล่นอีกที..ก็เพลินจนไม่อยากวาง

แต่เล่นในสภาพอากาศมือชาแบบนี้ ก็ทรมานไม่หยอก ^^!

.

.

เราล้อมโต๊ะทานข้าวเย็นด้วยอาหารฝีมือคุณลุงกันอีกครั้ง

อาหารเสิร์ฟไม่หยุด และเราทุกคนก็กินกันไม่หยุดเช่นกัน

ดูเหมือนว่า ตั้งแต่มาเชียงใหม่ ต่อมกระหายอาหารของเราทุกคนจะมากกว่าปกติ

เป็นเรื่องธรรมดา ^^

 .

.

นั่งทานเสร็จได้มีโอกาสจิบคอกเทลฟรีๆและนั่งฟังเรื่องราวของคุณลุงและรีสอร์ทที่นี่คร่าวๆ

ดูเหมือนว่าไม่ว่าเราจะไปที่ไหน เรามักจะได้อะไรดีๆกลับมาเสมอ

ไม่เว้นที่นี่..คุณลุงให้พรเราทุกคน

 .

.

เรานั่งคุยนั่นคุยนี้ ร้องเพลง จิบเครื่องดื่ม

ดูเหมือนว่า กิจกรรมทีเราทำ จะโดนคืนแรกแย่งซีนกันไปหมด จนไม่รู้จะทำอะไรกันดี

จะเล่นเกมส์เดิม ก็รู้กันหมดแล้ว ความตื่นเต้นต่างๆก็ถูกลดทอนไปตามระเบียบ

บางครั้งบางที เราก็ทำได้แค่นั่งรอเวลา..

 .

.

.

.

เวลาคืนวันใหม่..ที่เป็นวันเกิดของใหม่เอี่ยม :D

 .

.

เราปิดไฟ ถือมะละกอปักเทียน ร้องเพลงวันเกิดขึ้นตอนที่ยังไม่เที่ยงคืนดี

ไม่เป็นไร เวลาอาจไม่ใช่เรื่องสำคัญ 55

 .

.

ใหม่เอี่ยม..สุขสันต์วันเกิด ^^

 .

.

แกมักพูดเสมอว่าวันเกิดของแกมันถูกทอนความสำคัญในเมื่อวันนี้มันดันตรงกับปีใหม่

แต่ไม่เป็นไร..วันเกิดปีนี้ ทุกคนให้ความสำคัญกับแกแล้วนะ 55

 .

.

พี่ป๊อบหลานเจ้าของรีสอร์ทผู้ใจดีให้โคมลอยเราสองอันสำหรับวันเกิดของใหม่

เราลงไปจุดโคมกันที่ถนนทางขึ้นรีสอร์ท..

 .

.

เรายิ้ม เราอธิฐาน..ขอให้สิ่งไม่ดีลอยไปกับมัน

 .

.

โคมสองอันลอยช้าๆท่ามกลางความมืดเหนือป่าเขา

มันเป็นเพียงสองสิ่งที่สว่างมากกว่าดาว

และในที่สุดก็ดูเหมือนมันจะหลอมรวมจนเหมือนเป็นดาวอีกดวง

อืม..มันสวยเหมือนดาวนั่นแหละ ขณะที่มันลอยขึ้นไป

 .

.

เราเงยหน้ามองมันจนมองไม่เห็น..

 .

.

ดาวที่นี่..มันสวยที่สุดตั้งแต่เคยเงยหน้ามองจากที่ไหน

 .

.

เรากลับขึ้นรีสอร์ท ต้มมาม่าสามซองด้วยตัวเอง

เราทำทุกอย่างราวกับว่า..ที่นี่เป็นบ้าน ไม่ใช่รีสอร์ทที่พัก

มาม่าที่สุมหัวแย่งกันกิน มันไม่อิ่มแต่มันอร่อยกว่าทุกที :)

 .

.

เราเข้านอนกันอีกครั้ง..

ตั้งใจว่าพรุ่งนี้เช้าเราต้องรีบเดินทาง

คืนสุดท้าย บนเขาสูงๆ ที่ชื่อว่าสะเมิง ในรีสอร์ทที่ชื่อว่า แสงอรุณคอทเทจ

 .

.

เราห่อหุ้มร่างกายกันแน่นหนากว่าคืนแรก

จากเสื้อสองชั้นเป็นสาม ถุงเท้าหนึ่งคู่เป็นสาม ถุงมือ และผ้าพันคอ

แล้วเราก็ล้มตัวลงนอน..

 .

.

นอนไม่เต็มอิ่มเหมือนเคย

ในใจกลับคิดว่า..ขอให้สว่างเสียทีเถอะ

 .

.

เราลืมตาตื่นกันตอนหกโมงเช้า

อากาศแม่งโคตรหนาว ควันพวยพุ่งออกจากปาก

แปรงฟัน ล้างหน้ากันจนหน้าชา

เราทั้งสี่ จอย ใหม่ หม่อน อิ๋ว พร้อมใจกันเดินออกจากบ้านพักไปที่จุดตั้งเต็นท์ที่เพื่อนๆนอน

หวังจะชื่นชมพระอาทิตย์ขึ้น และสูดอากาศบริสุทธิ์

แต่อากาศหนาวสุดขั้วดูจะทรมานเราอย่างน่าสงสาร 55

มันหนาวววววววววววววววววววววววววววววววววววววบริสุทธิ์..

.

.

 .

.

เราเดินออกมาและค้นพบว่า..เราทั้งสี่ตื่นก่อนคุณลุงเจ้าของและลูกชายเขาด้วยซ้ำ

เราจัดการชงน้ำร้อนกันเอง เปิดไฟ และนั่งจิบน้ำร้อนให้ร่างกายอุ่น

 .

.

ดูเหมือนเราจะตื่นเช้ากันเกินไป..

ในเมื่อนั่งนานแค่ไหน..ทุกอย่างยังคงเงียบ

 .

.

เราเดินกลับไปที่เต๊นท์ในขณะที่เพื่อนๆยังหลับใหล

จัดการปลุกทุกคนในนั้น แล้วเราก็สวมรอยเข้าไปนอนแทน

555555555

แผนสูง..

 .

.

ให้ตายเถอะ..เต็นท์อุ่นชะมัด

มันอุ่นยิ่งกว่าบนบ้าน รู้งี้เราน่าจะเลือกนอนเต็นท์มากกว่าบนบ้านไม้แทน

 .

.

ได้งีบกันสักชั่วโมง กลับไปเก็บข้าวของตอนแปดโมงเช้า

ดื่มกาแฟกับขนมปังหนึ่งแผ่นในมื้อสุดท้ายที่นี่

 .

.

.

.

.

.

.

.

น่าใจหาย..เรากำลังจะจากธรรมชาติที่น่าหลงใหลไปซะแล้ว

 .

.

มีโอกาสได้ปรึกษาพูดคุยกับพี่ต้นลูกเจ้าของเรื่องเรียนต่อก่อนกลับ

ได้ข้อมูลมาพอประมาณ ขอบคุณค่ะ :)

 .

.

ก่อนกลับไป..เราไม่ลืมจะถ่ายรูปหมู่เก็บไว้

คุณลุงบอกว่า..หากวันไหนเรามีงานทำ ขอให้เรากลับมา

เราทุกคนก็หวังว่า..เราจะกลับมา

 .

.

เรายิ้มให้กับหน้ากล้องสำหรับวินาทีสุดท้ายที่นี่

อยากจะเก็บทุกความประทับใจ..

นอกจากในความทรงจำ ก็ขอเป็นภาพถ่าย ไม่ให้หายคิดถึง

 .

.

.

.

ธรรมชาติที่ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อให้ดูเป็นธรรมชาติ..

ธรรมชาติที่คือธรรมชาติแบบที่ธรรมชาติสร้างตามธรรมชาติ..

ต้นไม้ที่สูงลิบ เงยหน้าแหงนมองคอตั้งบ่า..

สูดลมหายใจเข้าจนสุด รู้สึกดี..

หายใจเอาควันออกปาก อากาศบริสุทธิ์..

 .

.

 

.

.

มันเป็นเพียงสองคืนที่แสนประทับใจ

สองคืน..ที่เหมือนไม่ใช่สองคืน

สองคืนที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ตัดขาดจากโลกเทคโนโลยีที่เรามักวิ่งตาม

สองคืนที่ปราศจากข่าวสาวทีวี โลกข้างนอกนั่น หยุดนิ่ง

สองคืนที่เวลาผ่านไปช้าๆด้วยความเต็มใจ ไม่มีใครบ่น

สองคืนที่เราซึมซับ เต็มไปด้วยความประทับใจ

ถึงแม้..ชีวิตเราจะไม่ได้หวือหวา หรูหรา หรือกินอาหารดีๆ มีจอทีวีสี่สิบนิ้วให้ดู

แต่เราก็ยิ้ม..เต็มที่ ได้เหมือนกัน

 .

.

เราตั้งคำถามในใจอีกครั้งขณะที่ไล่มองสิ่งเหล่านี้..

เราจะมีโอกาสอีกเมื่อไหร่..

 

.

.

ค่ำคืนต่อไป..เราคงไม่มีโอกาสแหงนหน้ามองท้องฟ้าแล้วเห็นดาวนับพันได้อีก

ค่ำคืนต่อไป..เราจะสูดหายใจลึกๆ แล้วพ่นลมหายใจออกมา จะมีควันสีขาวลอยตามมาอีกมั้ย อาจจะไม่

 .

.

.

.

ยิ่งคิด..ยิ่งน่าเสียดาย

 .

.

แต่ชีวิตก็คือชีวิตล่ะนะ 55

 .

.

เรารู้ดี..ที่นี่ไม่ได้หายไปไหน

 .

.

.

.

หม่อนตั้งคำถามกับจอยว่า..

 .

.

ถ้าจอยเรียนจบสูงๆแบบพี่ต้นที่เป็นถึงนักเรียนนอก..

เดินขึ้นป่าเขา ทิ้งเทคโนโลยีในชีวิตประจำวันมาใช้ชีวิตที่นี่ เป็นจอย จอยจะมามั้ย?..

 .

.

เราชอบธรรมชาติ ทุกคนชอบธรรมชาติ

แต่ในเมื่อชีวิตตอนนี้ มันกำลังผูกติดกับกฎเกณ

เรามักดูทีวี นั่งเล่นอินเตอเนต โลกหมุนเร็วจนตามไม่ทัน

แต่เราก็พยายามวิ่งไล่..

 .

.

กลับมามองดูที่นี่..

ที่นี่ราวกับหยุดนิ่ง..

มีแค่เสียงลม เสียงป่า เสียงนก เสียงไม้

แทนเสียงผู้สื่อข่าวในจอทีวี

 .

.

คิดแล้วรู้สึกดีชิบหาย

 .

.

สิ่งที่ในเมืองไม่สามารถให้เราได้..

 .

.

อืม..

 .

.

จนถึงวันนั้น..หากเรารู้สึกพอจริงๆ

เราคงไม่ลังเลสักนิด กับชีวิตแบบนี้

 .

.

รีสอร์ทกับธรรมชาติแบบนี้..

ใครๆก็ฝันถึง :)

 .

.

แต่ท้ายสุด กลับเข้าสู่ตัวเอง..

เรากำลังวิ่งไล่ไปตามกฎเกณที่ตัวเองตั้งไว้

เราตอบไม่ได้..เราต้องไปต่อ

 .

.

นั่นสินะ..

รอให้ถึงวันนั้น..คงจะมีคำตอบที่ดี

 .

.

กลับเข้าสู่ความจริง..

 .

.

เราจำต้องโบกมือลาสภาพป่าชื้น อากาศหนาว ชายเขา ผู้คนในรีสอร์ท ไปอย่างใจหาย

.

.

เราทิ้งถ้อยคำสุดท้ายว่า..

 .

.

ลาก่อน สะเมิง

บ๊ายบาย แสงอรุณ

 .

.

หวังว่าคงจะได้พบกันอีก :)

 .

.

.

.

ทุกคนคงคิดแบบเดียวอยู่ในใจ..

สะเมิง..

แสงอรุณคอจเทจ..

 .

.

พวกเรา..หลงรักคุณเข้าแล้ว

:)

 .

.

.

.

ติดตามภาคจบได้..ตอนหน้า

ทั้งพม่า น้ำเต้าปูปลา แม่สาย

ความน่าหมั่นไส้ทั้งหลายของคู่ใครบางคน

แล้วเจอกัน 555

.

.

Chiang Mai Trip EP1

2011/01/05

:)

2011

 .

.

เข้าปีใหม่ซะที..

ใครต่อใครคงอธิฐานต่างๆนาๆอยู่ในใจ

ขอให้อะไรๆเปลี่ยนไปในทางที่ดี

 .

.

เราก็หวังว่า..อะไรๆจะดีขึ้น :)

 .

.

.

ทริปก่อนปีใหม่..

วนมาอีกครั้ง

 .

.

เรามักตั้งคำถามกันเองในวงเพื่อนเสมอว่าวันหยุดนั่นนี่เรามีแพลนจะไปไหน

และมักจะเป็นอยู่บ่อยๆ หากแพลนที่ตั้งไว้ จะล้มเหลวไม่เป็นท่า

เป็นเรื่องธรรมดา :D

 .

.

แต่ครั้งนี้ดูเหมือนใครหลายๆคนจะทำการบ้านมาดี

หาที่นั่นที่นี่เตรียมเที่ยวเต็มที่ เออ..หลักๆก็คือ ยังไงปีใหม่ใครๆก็อยากขึ้นเหนือล่ะนะ

พวกเราก็ไม่ต่าง..ยังไงก็ตาม เราต้องไปเหยียบเชียงใหม่ด้วยกันอีกสักที

หนาวไม่หนาวไม่รู้ แต่รู้ว่าหนาวกว่ากรุงเทพก็พอใจ ฮ่าๆ

 .

.

เรานับคนไปได้เกือบยี่สิบคนเต็มที่ ไปๆมาๆ เหลือกันอยู่ 15

แต่นั่นก็ถือว่าเยอะถมเถ..

จองตั๋วรถไฟชั้นสอง ชิวๆ

ฝ่าฟันพรีเซนทีสิทศุกร์เสาร์

อาทิตย์ 26 มาถึง เราก็ต่างแบกกระเป๋าขึ้นรถไฟระบายยิ้มพร้อมรับเชียงใหม่เต็มกำลัง

แม้ก่อนหน้านี้ จะฉุกละหุก ตั๋วหายบ้าง หลงทางหากันไม่เจอบ้าง

แต่นั่นก็นับเเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกอย่างมักมาพร้อมอุปสรรคอยู่เสมอ ฮ่าๆ

 .

.

.

นั่นแหละ..

จุดเริ่มต้นของความสนุก :)

.

.

.

.

.

.

เราลงเอยด้วยการนั่งรถไฟ 14 ชม

แค่นึกถึงเรื่องราวบนรถไฟ เรื่องก็ยาวเฟื้อยจนไม่รู้จะจับประเด็นไหนมาเล่า

ออกจากกรุงเทพบ่ายสามกว่าๆ ร้อนๆจากเมืองกรุง มุ่งหน้าขึ้นเหนือ

เม้านู้น คุยนั่นกันไปเรื่อยๆ ชี้นั่นชี้นู้น เหมือนไม่เคยพบเคยเจอ

แปลกดีเหมือนกัน บางสิ่งธรรมดา เรามักทำให้มันไม่ธรรมดาได้อยู่ตลอด

ผ่านลำปางกันตอนรุ่งสาง หนาวสะท้านไม่เคยพบเคยเจอ 555

มันหนาวววววววววววววว.. สมกับ ลำปางหนาวมากนั่นแหละ :D

แต่ในที่สุดเราก็มาถึงเชียงใหม่กันตอนหกโมงเช้า

หนาวยะเยือกจนไม่อยากจะเดินท้าลมไปไหน

แต่ยังไงซะ.. :D

 .

.

เราก็มาถึงเชียงใหม่กันอีกครั้ง!

.

.

.

.

เราจ้างรถตู้กันสองคัน นั่งไปกินข้าวต้มผิดร้านกันมื้อแรกในตอนเช้าตรู่

กินเอาเรี่ยวแรงไปต่อแบบไม่ต้องพักผ่อนให้เสียเวลา

 .

.

.

จุดหมายแรกของเราคือขึ้นดอยทนนท์กันอีกครั้ง

แต่ต่างกันตรงที่ ครั้งนี้หนาวชิบหายยย

กางเกงยีนต์หนาๆที่ใส่มาดูจะบอบบางซะเหลือเกินบนจุดที่สูงสุดของประเทศ

เดินขาสั่นๆ สูดอากาศหนาวๆ ของดอย

มองไกลๆไปที่ทะเลเมฆ กับท้องฟ้าที่สีฟ้าจริง ไร้สารพิษ

อืม.. รู้สึกดีว่ะ ^^

.

.

.

.

.

.

.

ลงจากดอยไปไหว้พระมหาธาตุกันต่อ

ถ่ายรูปกันทุกนาที เหมือนพวกเราทุกคนกระหายโอกาสแบบนี้กันเหลือเกิน

นี่พวกเราลืมไปหรือเปล่า ว่าเพิ่งลงจากรถไฟ ไม่ได้นอนกันเต็มตื่น ฮ่าๆ

เอาเข้าจริง.. ก็ไม่มีใครจะใส่ใจว่าเราจะเพิ่งนอนกันกี่นาที กี่ชั่วโมง

เราคิดแต่เพียงว่า..ต้องตักตวงความสุขให้คุ้มตั้งแต่นาทีแรก :D

หลังจากเหน็ดเหนื่อยกับภาระหน้าที่ที่จงใจจากมา..

.

.

.

.

อากาศหนาวจนต้องหาซื้อถุงมือมาใส่

แวะกินกาแฟกันบนดอย มาม่าร้อนๆ จิบนมอุ่นๆ

รสชาติเหมือนข้างล่าง..แต่กินแล้วอร่อยกว่าปะ? :D

 .

.

 เราไปแวะอีกที่กันที่น้ำตก..

เคยไปกันแล้ว แต่ก็ไปกันอีกหน

เราถ่ายรูปกันจนคุ้ม เหมือนไม่เคยผ่านหน้ากล้องกันมา 55

.

.

ข้ามรายละเอียดเล็กๆไปดีกว่า

เรานั่งรถกลับเข้าเมืองไปบ้านวอ เก็บข้าวเก็บของ อาบน้งอาบน้ำ

จุดหมายต่อไปของเรา..นิมมาน

 .

.

เราลงจากรถตู้เข้าซอยนิมมาน

ไม่รู้จุดหมายปลายทาง

ไม่รู้จะกินอะไร เดินไปร้านไหน

เราก็แค่..เดินไปเรื่อยๆ

ฮ่าๆ เหมือนเด็กบ้านนอกเข้ากรุง หาที่ไปไม่ได้

ที่นี่แม่งที่ไหนวะ?

สุดท้ายเรามาจบด้วยการกินพิซซ่าลันตา สาขาเชียงใหม่

มานั่่งหัวเราะกันยาวๆที่ร้านพิซซ่า อาหารอร่อยมาก อิ่มแปล้

พูดแซวนู่นแซวนี้กันสนุก ดูเหมือนทริปนี้ เราจะพูดชื่อ ‘แจม’ เยอะเหลือเกิน 555

เราไม่ได้นินทาเธอกันนะ แต่พวกเรา คิดถึงเธอ และเสียดายที่เธอไม่มาว่ะ 555 :D

.

.

สรุปว่า นิมมาน.. เราไม่ได้พบคุณจริงจัง

เราก็แค่เดินผ่านคุณ มากินพิซซ่า ^^

 .

.

 

.

.

อิ่มกันเปรมๆ แต่จ่ายคนไม่เท่าไหร่

ข้อดีของคนเยอะ มันก็ตรงนี้แหละ ฮ่าๆ

หาโบกรถแดง นั่งไปหลัง มช

เดินตลาดกันนิดหน่อย น่าเสียดายตรงที่เดินดึกไปนิด

ร้านรวงพากันปิดไปซะหมด หรือจริงๆแล้ว เราก็ไม่รู้จะเดินดูอะไรอยู่แล้ว

ได้ขึ้นชื่อว่า..เออ มาเดินหลัง มช ละนะ ถือว่ามาถึง :D

 .

.

ไปนั่งสวนนมที่คิดไว้อยู่แล้วว่าต้องมา

สั่งนู่นสั่งนี่กินรอเวลา จากนั้นเราก็นั่งรถตู้กลับบ้านวอ

 .

.

บ้านที่ว่า วอบอกว่าเป็นบ้านของฝรั่ง

ไม่มีใครอยู่ แต่เราได้รับความใจดีจากน้าๆของวอให้เรามาอยู่กันได้ตามสะดวก

ขอบคุณค่ะ ^^

 .

.

จัดที่นงที่นอน ไหว้พระกันแบบหลอนๆในคืนแรก

อาจเพราะข่าวไม่ดีนักที่ได้รับ

เรื่องรถตู้เอนจีวีที่ชนบนทางด่วน รถที่เราทุกคนในที่นี้นั่งกันเป็นกิจ

แต่ไม่ขอเขียนถึงตรงนั้นดีกว่า..

 .

.

ได้ยินข่าวคืนนั้น..ก็พาทุกคนใจเสียไปตามๆกัน

หลอนกันไป แต่เราก็ทำอะไรไม่ได้จริงๆ..

 .

.

กว่าจะได้นอนก็ปาเข้าไปตีสองตีสาม

เพราะประชุมลับของคนคิดตังของทริป

หารเงินนั่นเงินนี่กันไม่ลงตัว ฮ่าๆ

นะ..ธรรมดา ที่เงินมันมักเป็นปัญหาเสมอสำหรับทริปแบบนี้

แถมคนเยอะอีกต่างหาก..

:D

 .

.

.

.

อืมม..วันแรกก็ยาวแล้วว่ะ –!

.

.

.

โอเค..วันที่สอง

แผนของเราตั้งใจไหว้พระในตอนเช้า

ตอนบ่ายเราจะแวะรับเพื่อนอีกสามคนที่จะตามมาทีหลัง

และหลังจากนั้นเราจะมุ่งขึ้นดอยสุเทพกันอีกครั้ง

 .

.

ตามแผนที่วางไว้

เราเข้าวัดกันหลายวัด

วัดนู้นวัดนี้ ที่ได้ยินว่าดีว่าเด่น

อิ่มเอมกันไปตามประสา

ตอนเช้าเราหมดไปกับการสะสมบุญกันจริงๆ :D

 .

.

จากนั้นแวะเข้าสถานีรถไฟ

แวะรับอีกสามสหาย ที่พอไปถึงกลับเป็นสี่ซะงั้น

โอเค มาเพิ่ม สี่ก็สี่นะ ฮ่าๆ

 .

.

แล้วจากนั้น เราก็แวะทานข้าว และ..

 .

.

.

.

อดไปดอย ==!

 .

.

เหตุเพราะรถติดเกินจะไปทัน

ดูเหมือนใครๆก็ต่างจะมุ่งหน้าไปที่นั่น

น่าเสียดาย..แต่เราต้องยอมรับและล้มเลิก

 .

.

เราเลยหันเหไปงานราชพฤกษ์แทน

ทริปนี้..ดูเหมือนทุกอย่างเราจะไม่ฟิกแผนการกันมากนัก

เราอยากไปไหน เราก็จะไปนั่น

ไปแบบฉับพลันให้พอใจ :)

 .

.

.

.

สวนดอกไม้จากประเทศต่างๆนาๆ พอให้เพลินตา ประทับใจ

เข้าซุ้มนี้ซุ้มนั้น ถ่ายรูปกันมันส์ จนไม่สนใจว่า  ‘ไบท์’ จะหลงหายเข้าไปอยู่สวนของประเทศไหน

5555555

บางทีมันอาจจะหลงเกาหลี หรือเดินตามชายหน้าไหน ก็ไม่มีใครฉุกใจคิด

จนจะกลับกันนั่นแหละ ถึงมีคนพูดขึ้นมาว่า

อ้าว..แล้วไบท์ล่ะ

5555

นั่นแหละ..เราจึงห่วงมันกันจ้าล่ะหวั่น กลัวว่าชีจะงอนเหวี่ยงตามนิสัย

แต่ไม่นาน นางก็นั่งรถกลับมา หน้าตาเฉิดฉาย บอกว่าไปหลงป่าไม้อยู่คนเดียว

เยี่ยม!

.

.

จากนั้นเราก็นั่งรถไปตามนัด ไปทานมื้อเย็นกับครอบครัววอที่ร้าน ‘เฮือนข้าเจ้า’

ร้านบรรยากาศดี สไตล์ไทยๆแบบเชียงใหม่

.

.

นอกจากอาหารที่อร่อยอยู่แล้ว เราต่างประทับใจกับการแสดงของร้านหลายต่อหลายชุด

แต่ที่น่าประทับใจกว่าสิ่งใดคงไม่พ้นเจ้าของร้านที่ชื่อว่า เฮียพัน เป็นแน่

เฮียพันจะทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นเขาและความที่เขาอยากถ่ายทอดหลังจากการแสดงจบลง

เราทุกคนเยี่ยมชมบ้านและฟังเรื่องราวต่างๆที่น่าทึ่งจนเราทุกคนไม่มีใครสักคนจะใส่ใจเวลาหรือว่าร้านจะปิดกี่โมง

ทุกคนที่ไม่ใช่แค่กลุ่มเรา แต่หมายถึง ใครๆหลายๆคนที่ถูกเฮียพันสะกดด้วยเรื่องราวของเขา

เดินวนทั่วบ้าน ดูนั่นดูนี่ ฟังแล้วคิด ฟังแล้วทึ่ง ในความที่เฮียเป็น

จะให้เล่าในบล๊อกนี้มันคงไม่ได้ ยอมรับว่าจำมาได้ไม่หมด ฮ่าๆ

แต่..ถ้ามีโอกาส ควรไป ตั้งใจฟังและเดินตามเฮียพันจนจบ คือสิ่งที่สมควรทำ

มันสนุกเหมือนนั่งดูทอล์กโชว์ดีๆ ที่ไม่อยากให้จบเลยจริง

และอยากให้ฟังจากปากเฮียพัน..สนุกที่สุด ^^

.

.

.

.

จำได้ว่าออกมาจากร้านตอนที่โต๊ะทุกตัวถูกเก็บจนหมด

รองเท้าที่ถอดทิ้งไว้ ชื้นไปด้วยน้ำค้าง บ่งบอกว่ามันถูกละทิ้งมาค่อนคืนได้

เราจากร้านของเฮียพัน ‘เฮือนข้าเจ้า’ มาด้วยความประทับใจ

และเรื่องราวดีๆเต็มไปหมด..

 .

.

ถึงแม้จากนั้น เราจะหัวเสียไปกับอารมณ์หงุดหงุิดงี่เง่าของพี่รถตู้อยู่สักพัก

แต่เราก็ไม่อาจทำอะไรได้ ในเมื่อต่างคนต่างพึ่งพาอาศัยกัน

 .

.

เรายังมุ่งหน้าไปต่อกันที่ร้าน กู๊ดวิว ริมแม่น้ำ

ผิดหวังกับบรรยากาศในร้านนิดหน่อย

แต่ในเมื่อมาถึง เราก็คงต้องสนุกไม่ให้เสียความตั้งใจ

 .

.

.

.

อากาศค่ำคืน ถึงแม้ในเมือง แต่ก็หนาวสะท้านได้เหมือนกัน

อากาศที่นี่..มันดีจริงๆนะ :]

.

.

วันที่สาม เราเก็บกระเป๋า เตรียมขึ้นดอยเต็มที่

สะเมิง.. คือสถานที่ที่เรากำลังจะไป

ไม่มีใครเคยไป ไม่มีใครรู้ว่าที่นั่นเป็นยังไง

เราแค่เพิ่งรู้จักมันผ่านหน้าเว็บและรีวิวไม่กี่หน้า

เราจัดการโอนเงินจอง..และตั้งใจ

 .

.

.

ใจเสียเล็กน้อยเมื่อได้ยินว่า..

ที่นั่นเข้าถึงยาก ไม่มีใครเค้าไป

ไม่มีอะไรให้เที่ยว ขึ้นเขาเลี้ยวโค้งหักศอก

บ้านนอก ไม่มีสัญญาณ

หรือว่า..เราจะโดนหลอก!

 .

.

แต่..ก็ไม่มีใครรู้ ในเมื่อ ยังไม่มีใครเคยไป

แม้แต่พี่รถตู้ก็เถอะนะ

 .

.

ดังนั้น..เราทุกคนก็ต้องลุ้นไปพร้อมกัน

ว่าถึงที่ตรงนั้น..จะเป็นยังไง

 .

.

ติดตามได้ภาคสอง..

สะเมิงแสนประทับใจ ^^

.

.

.

.

สวัสดี

So greed..

2010/10/20

.

.

วันนี้ไป TCDC

ชม นิทรรศการณ์ผี ให้หลอนเล่นๆ

.

จากนั้นใช้เวลาไปกับหนังสือดีไซด์มากมายตระการตา

สามสี่ชั่วโมงต่อมา ไปดูงานทีสิทรุ่นพี่

เดินไปดูไปคิดไป อดคิดถึงงานของตัวเองไม่ได้

ว่ามันจะออกมารูปไหนนะ

อลังการงานสร้างหรือแค่วางไว้ให้เหลือบมอง (เหมือนที่เราทำกับงานของรุ่นพี่บางคน 55)

.

.

แต่ก็นั่นแหละ..ยังอีกหลายต่อหลายลำบาก :)

.

.

จากนั้น แวะซื้อสีน้ำ

อู้ว..เราจะได้คลุกคลีกับสีน้ำให้สนุก

อืม..ขอให้สนุก 555

.

.

วันนี้ใหม่เอี่ยมเจอเพื่อนรักสมัยมัธยม

เรามานั่งคิดว่า..เพียงแค่ระยะเวลาที่หายไปพบเจอใครใหม่ๆ

ทำให้คนที่ห่างหายไป ถูกเรียกว่า เก่า แล้วหรือ

.

.

อืม..น่าคิดนะ

อย่างที่เราชอบพูดกันว่า จะทำยังไงนะ ให้เพื่อนในปัจจุบัน ไม่เป็นเพื่อนเก่า ในอนาคต

หากเราลองไม่กำหนดเวลาให้มันล่ะ

.

.

อย่างเช่นว่า..เราอาจไม่ได้พบเจอกันอีกเลยในอีกหลายปีข้างหน้า

แล้วพอวันนึง..เราบังเอิญมาพบกันที่ TCDC บ้าง

.

เราจะเป็นยังไง

.

เราจะยังคงเป็นเพื่อนกัน ไม่ใช่ เพื่อนเก่าของเรา หรือเปล่า

เราจะคิดว่า อ้อ นั่นเพื่อนเรา ไม่ใช่ อ้อ นั่นเพื่อนเก่า เรา

55

.

.

ไม่ได้ต่างกันใช่มั้ย..

ยังไง..ความหมายก็คือ เพื่อน: :)

.

.

แล้วก็..

เค้าพูดกับใหม่ว่า

“ทำไมเค้าเจอเพื่อนแกครั้งแรกวันนี้ แต่ความรู้สึกกลับเหมือนว่า เค้าเจอเพื่อนแกมาบ่อยๆนะ”

เค้ารู้แล้วแหละว่า ทำไมเค้าถึงรู้สึกแบบนั้น

เพราะเค้ารู้จักเพื่อนของแก เพื่อนเรื่องราวของแกอยู่ตลอดเวลา 555

น่าประทับใจเนอะ..

:)

.

.

นิ้วกลมบอกไว้ว่า “การจากไปของเธอ ไม่เคยจากฉันไป” :D

.

.

วันนี้อยู่ๆก็กลับมามองย้อนดูตัวเองพลางนึกว่า

เรานี่ทำไมเป็นคนโลภจังวะ

เรารู้สึกได้เลย ว่าตัวเองโลภ

โลภในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการอยากได้สิ่งของวัตถุ

แต่โลภในความที่อยากเป็นอะไรสักอย่าง

.

.

โลถ คือ อะไรที่ไม่รู้จักพอ

.

.

เราอยากเป็นอะไรหลายๆอย่างด้วยความโลภ

ตอนนี้ในหัวเรามีแต่คำว่าโลภล่ะ

โลภ โลภ โลภ โลภ

555

.

.

.

เราพยายามปล่อยวางอยู่นะ..ไม่ใช่อะไร :)

The Party..

2010/10/06

at 05 10 2010..

.

.

นัดปาร์ตี้ดีๆกันที่ฮิปปี้เดอบาร์ ณ ถนนข้าวสาร

หัวเราะสังสรรค์ บรรยากาศดี อาหารอร่อยมากๆ

นานๆที รวมได้ 24 คนเข้าไปได้..

ก่อนปิดเทอมย่อย..เอาซะหน่อย ก่อนจะไม่มีโอกาส

เสียดายคนมาไม่ได้ ไม่ได้มา ..

.

.

จบลงที่ บริค บาร์ ..

ปลดปล่อยกันที่นั่น นานๆทีได้รวมตัว :D

ถึงจะลำบากหน่อยตอนกลับ

แต่สุดท้าย..ก็ได้ความประทับใจกลับมาเสมอ

^^

เป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่ดี ฮิปปี้เดอบาร์ บริคบา และชาวเรา เซคสอง..

.

.

.

.

ไว้ไปกันอีก..ให้ครบ..ก่อนจบ..ไม่ได้เจอ

Sick..

2010/10/04

.

.

ไม่สบาย..ไปเกาะเกร็ด :)

.

.

The last time for the first time..

2010/09/24

 

อังคาร 21. 08. 2010

ครั้งสุดท้ายกับการเรียนวิชา คอมดีไซด์ มาถึง 4 ปี 5 ตัว

ไม่ได้รู้สึกใจหาย แต่รู้สึกเสียดายกับบรรยากาศภายในห้องมากกว่า..

,,

อาจารย์บอกว่าดีใจที่ได้เห็นไม้ตายกับพลังสุดท้ายของทุกคน..

อืม..มันเยี่ยมเสมอ เวลาที่เราตั้งใจทำอะไรจนเฮือกสุดท้าย

.

.

.

.

.

เคยย้อนกลับมามองตัวเองบ่อยๆว่าเราโชคดีแค่ไหนที่มีโอกาสได้เรียนรู้กับอาจารย์ดังๆเก่งๆเยอะแยะมากมาย

รวมไปถึง อาจารย์มะลิ ที่มองกี่ทีก็สวย ไฮโซ น่าชื่นชม จริงๆนะ 555

คิดอีกทีก็ดีใจจริงๆนะที่ได้สัมผัสทั้งอาจารย์มะลิและอาจารย์เก๋ ( Likaybindery )

ชอบคิดอยู่เสมอ ว่า อาจารย์มีอะไรคล้ายๆกัน โดยเฉพาะการมองอะไรเล็กๆให้น่าสนใจ :)

,,

เหมือนเวลาเพียงแค่สามเดือนจะเป็นช่วงหนึ่งที่ได้รียนรู้มุมมองของอาจารย์ ติ๊ก (สันติ ลอรัชวี)ได้บ้าง

นึกทึ่งในมุมความคิดของอาจารย์ ถึงแม้บางครั้งเราจะยังเข้าไปไม่ถึง

อาจารย์เลือกที่จะมองสิ่งง่ายๆที่เรามักไม่สนใจ ยกมันขึ้นมาให้สวยหรูราวทองคำได้เหมือนกัน

,,

ถึงแม้ สามเดือนเหมือนจะดูน้อยนิดที่ได้เก็บเกี่ยวความรู้จากทั้งอาจารย์ติ๊กและอาจารย์มะลิ

แต่มันทำให้เราได้สัมผัสอะไรบางอย่าง มองอะไรบางอย่างแปลกไป

คอม 5 ช่วงหลังประมาณเดือนครึ่งกับการอดหลับอดนอนทุกวันจันทร์

ปากก็บ่นนั่นนี่ แต่ใครหลายคนคงรู้สึกว่า อาจารย์พยายามเปิดเส้นทางอะไรบางอย่างให้เราหรือเปล่า?

อาจารย์พยายามทำให้เรายืนได้มั่นคง.. หรือฝึกปรือให้เราวิ่งได้เก่งขึ้น

เราเชื่อว่าท้ายสุด..ทุกคนภูมิใจกับงาน แม้จะติดโชว์ exhibition เล็กๆภายในห้องสี่เหลี่ยมคุ้นเคยของเรา

ไม่มีใครเดินข้ามาชม แต่ไม่มีใครหวังแบบนั้นหรอก

คิดแต่เพียงว่า..โอเค ขอแค่อาจารย์ติ๊กอาจารย์มะลิชอบเป็นโอเค

ฮ่าๆ..

อืมม..เจออะไรในตัวเองกันหรือเปล่า..

เราบอกไม่ได้นะว่าเราเจอมั้ย..

แต่เราก็พอใจ กับผลสำเร็จล่ะ..

และตอนนี้..มันก็จบแล้ว :)

.

.

.

เคยเห็นใครๆก็ว่า..

ความจริงแล้วเราทุกคนค้นพบและมีทางของตัวเองแล้วทั้งนั้น

เพียงแต่..เรายังไม่รู้สึกเท่านั้น

อืมมม… :) จริงหรือเปล่า?

ทำงานชิ้นสุดท้าย..แล้วรู้สึกได้มากขึ้นว่า

ลงเส้นอย่างเรียบง่าย และงานขาวดำเป็นอะไรที่คลาสสิคที่สุด ^^

.

.

.

.

,,

.

.

พุธ 22.08.2010

วันนี้อาจารย์วาริ อาจารย์ที่ปรึกษาทีสิทนัดเจอครั้งแรก

อาจารย์ วาริ..วาริ โชคล้ำเลิศ :)

ไม่เคยเรียนด้วย ไม่เคยเห็นหน้า ไม่เคยสัมผัส

เคยได้ยินแต่ว่า..อาจารย์สอนโทโปกราฟฟี่ เคยเป็นที่ปรึกษาเรื่องการ์ตูนคอมมิค

อืม..เราก็เลยเลือกอาจารย์ไปเป็นที่ปรึกษา

อาจเป็นเพราะ..ใครๆก็ว่าอาจารย์ใจดี :D

.

.

อาจารย์นัดบ่ายสอง แต่ไปถึงสีลมบ่ายโมงแล้ว..

ค้นพบ raffles ครั้งแรก..

เคยได้ยืนชื่อแบบผ่านๆ เสิร์ทหาในเนตผ่านๆ พบว่าคือสถาบันสอนกราฟฟิคดีไซต์ปริญญาตรี

อืมม..หรูหราสุดๆ

raffles design สีลมเซนเตอร์ ชั้นห้า

.

.

นั่งรออยู่อยู่แถวลอบบี้..จอทีวีโฆษนาสถาบันวนไปวนมานับสิบครั้ง

ผู้คนดังๆวับไปแวบมาผ่านจอใหญ่ ไม่ได้แปลกใจ..

ประตู raffles เปิดเข้าเปิดออกนับไม่ถ้วน

ช่วยไม่ได้ ที่เราต้องสังเกตคนเหล่านี้ เพราะคิดว่า..เราเรียนในแบบเดียวกันนี่ เพียงแต่คนละที่แค่นั้น

นึกสงสัยว่าที่นี่สอนกันยังไงนะ ทั้งๆที่มหาลัยมากมายก็สอนเมือนกัน แต่คนเหล่านี้ เลือกที่จะเรียนกับสถาบัน

อาจเป็นเพราะ..ระบบการศึกษามันอินเตอร์ และลิ้งกับหลายชาติ

และดูเหมือนว่า ที่นี่..แพงมาก

ไม่แปลกเลย..เราเหมือนหลุดเขาไปอีกโลก ฮ่าๆ

ทั้งๆที่เรียนแบบเดียวกันแท้ๆนะ แต่อีกมุมความรู้สึกกำลังคิดว่า..พวกนี้ไฮโซชิบ..

.

.

.

รออาจารย์ประมาณชั่วโมงผ่านไป อาจารย์ก็ให้ไปรอที่หองสมุดของ raffles

ไม่เล็กไม่ใหญ่ แต่ดูเหมือนครอบครัวนะ

อาจเพราะที่นี่ไม่ใช่มหาลัย เป็นเพียงสถาบัน

และห้องสมุดที่นี่ก็มีแต่หนังสือออกแบบ..

นั่งรอรุ่นพี่อีกคนเกือบครึ่งชั่วโมงกว่จะได้คุยงาน

.

.

.

.

.

หลังจากพูดคุยงานกับอาจารย์วาริ..

อาจารย์ที่เราไม่เคยด้มีโอกาสเรียนด้วย ไม่เคยได้สัมผัส

เราค้นพบว่า….อาจารย์เยี่ยมมาก ^^

รู้สึกได้เลยว่าอาจารย์จะคอยช่วยเหลือเราจนจบได้เป็นอย่างดี

อาจารย์พยายามหาแนวทาง เสนอความคิด และ หางานดีๆมาให้ดู

.

.

อีกแล้ว..ที่เราทึ่งกับความเป็น raffles

ทั้งอาจารย์และนักเรียนที่นี่..

ยอมรับในนาทีนั้น ว่า สถาบันที่นี่ ไม่ใช่แค่สถาบันผิวเผิน แต่มันสุดยอด :D รวมไปถึงอาจารย์ด้วย

นักเรียนถามไปภาษาไทย อาจารย์ตอบไปเป็นอังกฤษ ..ฮ่าๆ

แปลกนะ เราประทับใจกับจุดเล็กๆจุดนี้ .. :)

.

.

.

.

เก็บเกี่ยวความรู้ แนวทาง ความคิด และทำความรู้จักอาจารย์วาริสองชั่วโมงได้

ได้ความประทับใจในวันนี้มากจริงๆ ทุกอย่าง..

ภายในสังคมที่เราเคยชิน เราไม่เคยมองเห็นนะ กับ raffles และคนที่นั่น

วันนี้ .. เราได้เรียนรู้

แม่บอกว่า..นี่ไงที่เค้าเรียกว่าโลกทัศน์ใหม่ๆ อืม..เราชอบนะ การเปิดโลกทักศน์

มันชอบทำให้เราทึ่งอยู่เสมอ

แต่..

อะไรก็เถอะ..

ที่สุดของที่สุดแห่งการประทับใจ คือ อาจารย์วาริ จริงๆ ^^

.

.

.

ดูเหมือนปิดเทอมนี้ คิดจะพักสักสองอาทิตย์ดูจะผิดความตั้งใจ

กลับกลายเป็นว่าต้องมาลุยงานทีสิทกันเต็มที่..

ความเหน็ดเหนื่อยเฮือกสุดท้ายกำลังเริ่มต้น

.

.

ไม่เป็นไร เพราะนั่นก็หมายถึง..

อนาคตที่เราเฝ้าคิด..กำลังมาถึงด้วยเหมือนกัน :)

.

.

ใกล้วันเกิดพี่จุ๊บแล้ว..ทำอะไรดีนะ?

aimlessly..

2010/09/11

 

:) เมื่อหลายอาทิตย์ก่อนไปงานดีๆ ที่ CTW

“ศิลปะเพื่อความหวัง ความสุข และความรัก :)

.

.

ไปกันมากกว่าที่เห็น.. เดินกันจนเพลีย กินกันจนเหนื่อย

แต่ก็ได้รอยยิ้มกลับมาทุกครั้ง..

ยิ้มให้กับเซนทรัลเวิล :) 

.

.

.

//

 .

.

.

.

วันนี้ท่องทริปเล็กๆอีกที “งาน Paper Mater” กระดาษที่เป็นมากกว่ากระดาษ

นัดกับเพื่อนๆสี่โมงครึ่ง แต่ไปถึงสองทุ่มครึ่ง ^^!  เลยได้ชมงานกับใหม่เอี่ยมสองต่อสอง

.

.

งานจาก Farm Group น่ารักมาก ^^

.

.

งานจาก Practical Studio กระดาษที่สื่อถึงความสัมพันธ์ของทุกคนในแพรคทิคอล :)

.

.

LIKAY BINDERY  งานของอาจารย์มะลิกับอาจารเก์ :D

กระดาษขยับได้ด้วย !! เสียดายมาไม่ทันเจออาจารย์ -..-

.

.

งานที่เจาะกระดาษ ของ อ.นิพันธ์ 

ทึ่งสุดๆ เพราะใหญ่มาก..

อยากรู้ว่าใช้เวลามากแค่ไหน ความพยายามมากแค่ไหน กว่าจะได้งานจากจุดเป็นพันเป็นหมื่นจุดแบบนี้ ..

:D

.

.

.

..

เวลาหยิบกระดาษขึ้นมาสักแผ่น เรามักคิดถึงอะไรนะ..

วาดรูปน่ารักๆลงไป?  พับจรวดล่อนไปข้างหน้า?  ขยำแล้วปาไปที่เพื่อน? จดโน๊ตต่างๆนาๆ?

หรืออะไรที่เราจำเป็นต้องพึ่งมัน ณ ขณะนั้น

.

.

.

เคยคิดมั้ยว่าวันๆนึงเราสัมผัสและจับกระดาษบ่อยแค่ไหน? และใช้มันทำอะไรบ้าง?

แต่..

แม้แต่แค่ขยำกระดาษแล้วปาไปข้างหน้า

เห็นมั้ยว่า..อย่างน้อยมันก็เป็นมากกว่ากระดาษ

:)

.

.

.

//

.

.

.

จากนั้น..

ไปกินพิซซ่ากับเพื่อนที่รอกันมาสองสามชัวโมงจนได้ ฮ่าๆ

ทาน pizza เป็นอาหารเช้ากันตอนสามทุ่ม!

.

.

นั่งแทกซี่ไปรัชดา ไปหากิ๊ฟ..

.

.

ได้ตู้ไปรษณีมาวางเกะกะอยู่ 1 ตู้ และได้รู้ว่า ยำหอยแคลงรัชดาอร่อยมาก!

.

.

.

จบวันดีๆไปอีก 1 วัน.. และได้รอยยิ้มกลับมาอีกครั้ง :)

ปิดท้ายคำจาก paper matter สักหน่อยว่า

.

It’s not what you say..

It’s how you say it..

คงจะหมายถึง..

.

ไม่สำคัญว่าคุณจะพูดอะไร..

แต่มันอยู่ที่ว่าคุณจะพูดยังไงต่างหาก..

:)

.

.

//

.

.

.

พักนี้ฟุ้งซ่านเรื่องอนาคตที่เหมือนไกลแต่กลับใกล้อยู่ทุกวันจนเก็บไปฝันเป็นเรื่องเป็นราว

1 วัน 1 เดือน 1 ปี มันต่างกันแค่ไหนนะ?

ในเมื่ออยู่ๆไปสักพัก..รู้ตัวอีกทีก็ผ่านไปอีกวันแล้ว

.

.

บางครั้งคิดอยากจะยืนอยู่ที่เดิม นั่งอยู่ตรงนี้ นอนอยู่ตรงนี้ ก็ดูมีความสุขดี

แต่บางครั้งก็นึกภาพตัวเองไปยืนถ่ายรูปอยู่แถวนิวยอร์คซิตี้ หรือแม้กระทั่งไปเดินเตร๊ดเตร่อยู่แถวซานฟรานเลยทีเดียว

555..

.

.

ในหัวตอนนี้ มีแต่เสียงกิ๊ฟพูดแต่คำว่า เซ๊นมาติน ลอนดอน แอ๊นเวิพ ยูริเวออาท..

เธอทำให้ฉันหลอนนะ รู้ไว้ซะ!

.

เอาเข้าจริง..ตัวเองก็ยังแทบจะไม่กล้านึกภาพให้ไปยืนเป็นนักศึกษาปริญญาโทเรียนออกแบบอยู่แถวลอนดอนนั่นเลยสักครั้ง

.

ไม่ใช่อะไรนะ..มันแค่ยังไม่กล้าคิด ชีวิตเรามันแน่นอนเสียเมื่อไหร่ล่ะ

ทุกวันนี้ยังคิดอยู่เสมอว่าตัวเองไม่ดีพอ..ถึงได้บอกพ่อกับแม่เต็มปากเต็มคำแบบนั้น

ว่าจอยยังไม่พร้อมนะ T__T

.

.

บางที เกิดพรุ่งนี้ไปเดินเตร็ดเตร่อยู่ที่ไหนสักที่..

แล้วคิดได้ว่าความฝันตัวเองไม่ได้เป็นแบบนั้นสักหน่อย

อาจจะแค่อยากเป็นคนธรรมดา หรือ ไม่ก็เปิดร้านอะไรสักร้านที่ไม่เกี่ยวกับชีวิตสี่ปีที่เฝ้าร่ำเรียนมาก็เป็นได้

อาจจะไปเรียนเป็นบาริสต้าและเปิดร้านกาแฟแข่งกับสตาบั๊ค ใครจะไปรู้ 555

.

.

แต่ยังไงก็เถอะ..

วันข้างหน้าก็คือวันข้างหน้า

วางแผนไว้ ฝันไว้ คิดไว้ไม่ผิดนี่หว่า..

ลอนดอน เมกา ญี่ปุ่น เกาหลี นิวซีแลนด์  ต่างๆนาๆ

คิดไปเหอะ..

เพราะยังไงชีวิตก็ขึ้นอยู่กับปัจจุบันอยู่วันยังค่ำ

จริงมั้ย :)

.

.

.

5:30 am

12/09/2010


Follow

Get every new post delivered to your Inbox.